| "สารไดออกซิน จากสถานการณ์ข่าวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การรายงานข่าวทั้งทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ สื่อต่าง ๆ ทำให้หลายท่านได้รู้จักคำว่า ไดออกซิน รายงานข่าวแจ้งว่า ถ้ามีสาร ไดออกซินในอาหารแล้วรับประทานเข้าไปอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ไดออกซิน เป็นสารปนเปื้อนที่มีความเป็นพิษ เกิดจากการรวมตัวเองของสารคลอรีน ออกซิเจนและเบนซิน มีลักษณะเป็นของแข็ง ซึ่งมีความคงตัวต่อความร้อน จะสลายตัวได้อย่างรวดเร็วโดยแสง แต่คงตัวในดินและน้ำ อาจพบตกค้างในสารกำจัดวัชพืชและสารฆ่าเชื้อโรค หรืออาจพบในระหว่างการเผาไหม้ของสารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบในที่มีคลอรีน หรือเกิดจากของเสียจากโรงงาน คนที่มีโอกาสได้รับสารไดออกซิน จากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้ อาจเกิดจากการใช้สารกำจัดวัชพืชที่มีไดออกซินปนเปื้อนอยู่ อาจเกิดจากอุบัติเหตุการรั่วไหลของสารไดออกซินจากการระเบิดของโรงงานที่เก็บสารเคมีไตรคลอโรฟินอล การหายใจเอาเถ้าหรือแก๊สจากการเผาไหม้ของสารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบในที่มีคลอรีน การปนเปื้อนในอาหารซึ่งพบมากในไขมันสัตว์ และสามารถสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตโดยจะมีความเข้มข้นมากในไขมัน องค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (USEPA) จัดสารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อมนุษย์บริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสารไดออกซินปนเปื้อนจะเกิดพิษต่อร่างกาย ทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ พิษของสารไดออกซินที่พบในสัตว์ทดลอง จะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้ พิษเฉียบพลัน : ทำให้เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวหนังเปลี่ยนสี ผมและขนขึ้นผิดปกติ แผลในกระเพาะอาหาร ตับอักเสบและเสียชีวิต พิษเรื้อรัง : กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ ตับ ท่อน้ำดี อวัยวะทารกพิการในหญิงมีครรภ์ แท้งบุตร ระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างการ สถาบันด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ค่าไดออกซินที่ร่างกายสามารถรับได้ ไม่เกินวันละ 0.001 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันจะเห็นได้ว่า ชาวไทยทั้งหลายมีโอกาสที่จะได้รับสารไดออกซินนี้ได้จากหลายทางดังกล่าวแล้ว และถ้าได้รับสารพิษนี้เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องก็จะก่อพิษ ก่ออันตรายแก่ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกอาหารรับประทาน ทั้งอาหารที่ผลิตในประเทศ และที่มาจากต่างประเทศ อาหารในประเทศนั้นจะต้องป้องกันมิให้เจือปนสารกำจัดวัชพืชที่มี ไดออกซินปนเปื้อนหรือผสมอยู่ หากสงสัยประการใดสอบถามข้อมูลได้ที่หมายเลข 590-7173 , 590-7176-9 และ 590-7297 หรือสอบถามได้จากสายด่วนผู้บริโภค กับ อย.หมายเลขโทรศัพท์ 1556 กดต่อเมนูย่อย 1516-1520 ตลอด 24 ชั่วโมง. น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงศ์ เครือโรงพยาบาลพญาไท น.ส.พ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2542 มาการีนไขมันต่ำใช่ว่า ไม่อ้วน คนที่ชอบกินอาหารเพื่อสุขภาพ อาจต้องเสียเงินฟรีกับมาการีนราคาแพง ซึ่งโฆษณาอวดอ้างว่ามีคอเลสเตอรอล ต่ำ โดยเฉพาะมาการีนยี่ห้อ เบเนคอล นั้น อาจจะดีเฉพาะกับคนที่อ้วนมาก ๆ แต่สำหรับคนที่กำลังต้องการไดเอทอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักที่ว่าคนกลัวอ้วนอาจจะเสียเงินฟรี ก็เพราะราคาของมาการีนยี่ห้อ เบเนคอลนั้น ค่อนข้างแพงราคาที่ประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ขนาดบรรจุ 250 มิลลิกรัม ราคากล่องละ 2.49 ปอนด์ ซึ่งแพงกว่าบางยี่ห้อถึง 5 เท่าด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพราะ เบเนคอลมักอ้างว่า มาการีนของตนเองกินแล้วสามารถต่อสู้โรคหัวใจได้ โดยมีการวิจัยชี้ว่า มาการีนที่เป็นแบบมีพืชผสมจะสามารถหยุดยั้งระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้ ซึ่งเบเนคอลก็โฆษณาว่า ถ้ากินมาการีนของตนเองวันละ 3 มื้อ จะสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลที่ แย่ ๆ ลงได้ไม่น้อยกว่า 14% ที่ปรึกษาด้านเคมีและพยาธิวิทยา ดร.ชาร์บ แวน เฮมินเจน แห่งมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลลิเวอร์พูล กล่าวว่า ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากอาหารประเภทไดเอท ที่มีมาการรีนน้อยกว่าหรือมากกว่า 40% นอกจากนี้ยังแนะนำว่า การกินอย่างมีสุขภาพและไม่อ้วนก็คือ การลดอาหารที่มีไขมันลงมา 35% ต่อวัน แต่บางคนก็ยังไม่เชื่อยังคงพยายามที่จะกินอาหารประเภทไขมันต่ำอยู่นั่นเอง ทั้งที่ในแต่ละวันเราสามารถกินอาหารที่มีไขมันได้ 30% ได้อย่างสบาย ๆ โดยที่ไม่ทำให้เราอ้วน ดร.ชาร์บ แวน เฮมินเจน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคอเลสเตอรอล ได้เขียนถึงเรื่องนี้ลงในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ โดยบอกว่า จากการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่า การที่จะตัวเล็กลง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดระดับคอเลสเตอรอลเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่กินไขมันน้อยกว่าปกติวันละ 30% ก็อาจจะไม่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลงด้วยเช่นกัน ผมรู้สึกห่วงประชาชน อาจจะเสียเงินฟรี ในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่คิดว่าจะช่วยลดระดับไขมันของเราได้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ดร.เฮมินเจนกล่าว และยังบอกอีกว่า ผมเคยถามคนไข้บ่อย ๆ ว่าเขากินมาการีน เบเนคอลหรือไม่ เพราะ GPs มักจะแนะนำให้คนป่วยกินมาการีนยี่ห้อนี้ ที่เขาประทับใจในการกินอาหารเพื่อไม่อ้วน ก็คือคำแนะนำของพวกนักไดเอทที่บอกว่า พวกเขาจะทำให้สิ่งที่ควรทำ และพวกเขายังไม่เชื่อถือว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเพื่อ สุขภาพจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังเป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเงินไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ อีกต่างหาก มาการีนยี่ห้อเบเนคอล ผลิตโดยบริษัท แมคนีล คอนซูมเมอร์ นิวตริชั่นนอล ยูโรป ซึ่งราคาของเนยแข็งยี่ห้อนี้ขายราคาเดียวกับมาการีนที่มีขนาด 200 มิลลิกรัมอย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้โฆษกของบริษัทแมคนีลฯ ได้ปฏิเสธคำกล่างอ้างของแพทย์ และกล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวไม่ได้นำส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในมาการีนชนิดนี้มาประเมิน แต่เป็นการวิจัยที่ดูจากการนำแพลน สตีนอล ที่เป็นแคปซูลมาประเมินเท่านั้น การศึกษาเรื่องอาหารลดน้ำหนักของกลุ่มผู้ใหญ่ในประเทศอังกฤษ พบว่าจะแบ่งเป็นกลุ่มผู้ชายเพียง 12% และผู้หญิง 15% ที่ได้รับคำแนะนำให้กินอาหารที่มีไขมันประมาณ 35% ต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงกว่าที่ประมาณการกันไว้ อย่างไรก็ตาม ทางด้านโฆษกของมาการีนยี่ห้อเบเนคอล ได้ออกมาตอบโต้ว่า ผลิตภัณฑ์ของตนเองมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะเราได้รับการรับรองจากนักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ กว่า 20 ราย และยังมีสถานพยาบาลอีก 40 แห่ง ที่ให้การรับรอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเบเนคอลสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับต่ำได้จริง ๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่กำลังไดเอท หรือต้องการความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพ น.ส.พ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2542 แก่ก่อนวัยและโรคหัวใจช่วยได้ด้วย วิตามิน อี จริงหรือ? วิตามินอี มีหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน ที่สำคัญที่สุด คือเป็นสารด้านออกซิเดชันหรือแอนตี้ออกซิเด้นท์ (Antioxidation) โดยวิตามินอี จะไปจัดการกับอนุมูลอิสระ (Free Radical) ที่เป็นสารที่ก่อให้เกิดการทำลายโครงสร้าง และหน้าที่ของผนังเซลล์ เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ ดังนี้
แต่ถ้าร่างกายได้รับวิตามินอี จะเป็นส่วนแรกและด่านสำคัญ ไม่ให้อนุมูลอิสระทำร้ายเซลล์ พร้อมปกป้องเซลล์ในร่างกายให้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ อนุมูลอิสระ (Free Radical) คืออะไร? อนุมูลอิสระคือ สารที่เกิดจากขบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายและจากมลพิษ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น โอโซน โลหะหนัก ควันบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งอนุมูลนี้มีความไม่เสถียรสูงก็จะไปจับกับเซลล์ DNA และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะส่วนที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงประกอบอยู่ด้วยเช่น สมอง ระบบประสาท และเนื้อเยื่อที่ต้องสัมผัสต่อออกซิเจน (ปอด หัวใจ) ทำให้เกิดการทำลายโครงสร้างหน้าที่ของเซลล์ดังกล่าว วิตามินอี มีอยู่ในอาหารที่รับประทานอยู่แล้ว ทำไมต้องให้เสริม? วิตามินอี เป็นสารอาหารที่จำเป็น ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเอง ต้องได้รับอาหารที่รับประทานและการให้กินวิตามินอี วิตามินอีแบ่งเป็นวิตามินอีจากธรรมชาติ ซึ่งสกัดจากน้ำมันพืช หรือน้ำมันถั่วเหลือง และวิตามินอีที่ได้จากการสังเคราะห์จากปิโตรเคมี แหล่งอาหารที่วิตามินอีอยู่มาก มักมีน้ำมันมากจึงมีแคลอรีสูง ซึ่งปัจจุบันคนนิยมรับประทานน้อยลงเรื่อย ๆ กรณีต้องการปริมาณวิตามินอี 400 L.U. ต้องรับประทานเมล็ดทานตะวัน 400 กรัม หรือน้ำมันจากข้าวโพด1.5 ลิตร เทียบเป็นพลังงานถึง 8,000 กิโลแคลอรี ซึ่งมากเกินความต้องการ ดังนั้นการให้วิตามินอีเสริม จึงอำนวยประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินอีที่สกัดธรรมชาติ ซึ่งจะถูกดูดซึมได้ดีและอยู่ในร่างกายได้นานกว่า วัยไหนที่ควรรับประทานวิตามินอี และควรรับประทานเป็นประจำหรือเปล่า? นักวิจัยบางท่านพบว่า ควรรับประทานวิตามินอีเสริม ตั้งแต่เข้าวัยเริ่มเป็นผู้ใหญ่ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ เพราะร่างกายต้องอาศัยเวลาเพื่อสะสมปริมาณวิตามินอี ถ้ารับประทานเฉพาะช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากการทำลายของปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ร่างกายจะไม่ได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ และการได้รับวิตามินอีอย่างเพียงพอทุกวันจะทำให้ร่างกายสุขภาพดี แต่ละคนต้องการวิตามินอีปริมาณเท่าใด? 30 L.U. เพียงพอสำหรับคนทั่วไป เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินอีเท่านั้น เช่น เม็ดเลือดแดงแตกง่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ประสาทเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ 100 L.U. เพื่อป้องกันการทำลายอันเนื่องจากอนุมูลอิสระ ถ้าอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสต่อมลภาวะต่าง ๆ หรือคาดหวังให้มีผลการรักษาก็อาจจำเป็นต้องให้ได้รับปริมาณสูงขึ้น จากการศึกษาพบว่าวิตามินอี มีความเป็นพิษต่ำ การรับประทานในปริมาณที่สูงกว่า RDA กำหนดหลายเท่า เช่น ผลจากการทดลอง (6 Double Blind Placebo-Control) ซึ่งรับประทานวิตามินอี 600-3,200 L.U. เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน พบว่ามีอาการข้างเคียงปรากฏให้เห็นจำนวนน้อยมาก และไม่พบอาการข้างเคียงจำเพาะปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
น.ส.พ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2542 Last Update Sep'13 1999 |