"ตำลึง"รักษาพิษแมลงกัดต่อยได้
July 22, 1999
ใครจะรู้บ้างว่า "ตำลึง" ที่เรารูปของอาหารจะมีประโยชน์ที่ไม่ได้อยู่แต่ในครัวเท่านั้น เพราะได้มีการวิเคราะห์วิจัยกันทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าตำลึงมีคุณสมบัติเป็นยารักษาอาการจากพิษแมลงกัดต่อยใช่อาหารพื้นบ้านธรรมดาอีกต่อไป จากการศึกษาการใช้ใบตำลึงรักษาพิษแมลงกัดต่อย ของเรืออากาศเอกหญิงพัตรา สมิตติพัฒน์ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณาสุข สำนักงานสาธารณสุข จ.นครปฐม พบว่าใบตำลึงนั้นสามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสัตว์ปีก พวกมดมีปีก มดตะนอย มดคันไฟ แมลงชีปะขาวหรือตัวบุ้งร่าน ส่วนพืชคือ พิษจากหมามุ่ย หรือตำแย ส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น โดยเวลาที่ผู้ป่วยหายจากอาการจะขึ้นอยู่กับพิษที่ได้รับ ผู้ที่ได้รับการรักษาเร็วหลังได้รับพิษจะหายเร็ว
    นอกจากนั้น การใช้ใบตำลึงยังไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ต้องการ และยังช่วยให้ผู้ป่วย 2 ราย ที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากที่ได้ใช้ยาสเนียรอยด์ทา กลับมามีอาการดีขึ้นมากเมื่อใช้ใบตำลึงและหายได้
    คุณสมบัติของ "ตำลึง" ได้ปรากฎในตำรายาพื้นบ้านมาแล้ว โดย
    ใบ : ใช้เป็นยาพอกรักษาโรคผิวหนัง รักษามะเร็งเพลิง แก้ท้องอืด แก้จุกเสียด แก้หืด รักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของหมามุ่ย ตำแย บุ้งร่าน ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง แก้ปวดแสบปวดร้อน ทาตามอวัยวะถอนพิษคูน แก้คัน แก้แมลงกัดต่อย ถอนพิษไข้ แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษฝี แก้เริม แก้งูสวัด
   ต้น : ใช้กำจัดกลิ่นตัว น้ำจากต้นรักษาเบาหวาน
   เถา : แก้ฝีทำให้ฝีสุก พอกฝี แก้ปวดตา แก้โรคตา แก้ตาเจ็บ แก้ตาช้ำ แก้ตาแดง แก้ตาฝ้า ตาแฉะ แก้พิษอักเสบจากลูกตา ดับพิษร้อน ถอนพิษ แก้ไข้พิษร้อน เป็นยาโรคผิวหนัง แก้หลอดลมอักเสบ แก้เบาหวาน
    ราก : แก้ดวงตาเป็นฝ้า แก้โรคตา ดับพิษทั้งปวง ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด ฝนทาภายนอก แก้พิษอักเสบ ฝีต่าง ๆ แก้ปวดบวม แก้พิษร้อนภายใน แก้พิษแมงป่อง หรือแก้พิษตะขาบ ถอนพิษ
    ผล : แก้ฝีแดง ทั้งห้ารักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม รักษาเบาหวาน
    ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ลดน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ต้าน HIV เพิ่ม Glycogen โดยยับยั้ง Glycogen Phosphorylase และกระตุ้นการสังเคราะห์ Glycogen ยับยั้งเอนไซม์ Arginase และ Glucose Phosphatase เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
    การทดสอบความเป็นพิษ โดยป้อนสารสกัดทั้งต้นด้วน้ำและแอลกอฮอล์ในขนาด 10 ม.ก./ก.ก. ไม่พบพิษ และพบว่าเมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งมีค่า 750 ม.ก./ก.ก.
    ผู้วิจัยพบว่า ตามสถานีอนามัยมีประชาชนพาเด็ก ๆ มารับการรักษาอาการติดเชื้อ พอสอบประวัติของโรคก็พบว่าถูกแมลงมีพิษ ประเภทมดมีปีก มดตะนอย มดคันไฟ กัดต่อย แล้วเกาจนเป็นแผล เป็นอย่างนี้บ่อย ๆ ซึ่งการรักษาแผลติดเชื้อต้องเสียเงินจำนวนมากกว่าจะหาย ผู้วิจัยซึ่งได้ทราบจากตำรับยาแผนโบราณ และหมอแผนไทยว่า ใบตำลึงรักษาอาการพิษจากแมลงสัตย์กัดต่อย และพิษพืชแล้วบันทึกไว้

วิธีใช้ใบตำลึง
1.เด็ดใบตำลึงสด อายุของใบที่ไม่แก่จัดและไม่อ่อนจนเกินไป มาล้างให้สะอาดและขยี้จนเละ
2.ล้างบริเวณที่ถูกพิษสัตว์ ประเภท แมลง มด เสียก่อน
3.นำใบตำลึงดีมาขยี้ปิดบริเวณที่ถูกแมลงต่อยจะรู้สักเย็น ให้รักษาครึ่งหนึ่งของส่วนที่ถูกพิษ เพื่อเปรียบเทียบกับอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้รักษา
4.ถ้ารู้สึกดีขึ้น แต่ไม่หายภายใน 15 นาที ให้เปลี่ยนใบตำลึง ทำบ่อย ๆ จนหาย
5.ถ้าแปะใบตำลึงแล้วมีอาการอื่นตอกจากรู้สึกเย็น แสดงว่าแพ้ ให้รีบล้างออก แล้วใช้ยาแผนปัจจุบันต่อไป หรือถ้าใช้ใบตำลึงแล้วไม่รู้สึกดีขึ้นภายใน 15 นาที ให้เลิกใช้ แล้วใช้ยาแผนปัจจุบันต่อไป
    สรุป การใช้ใบตำลึงรักษาอาการปวด บวม คัน จากพิษของแมลงและอาการพิษของพืชที่นำเสนอนี้ นับว่าสามารถรักษาได้จริงตามตำรายาแผนโบราณ คิดว่าในใบตำลึงน่าจะมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการแก้แพ้ (Anti Allergy) ที่เหมาะสมกับพิษของแมลงและพืชบางชนิด
    ผลการศึกษาครั้งนี้น่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาได้อีกระดับหนึ่ง ดดยสกัดสารจากตำลึงมาทำเป็นครีม หรือน้ำยา หรือในรูปยาแผนปัจจุบัน แต่ต้องดูความคงทนของตัวยาเป็นสำคัญด้วย

ที่มา : วารสารอาหารและยา   ฉบับเดือน พ.ค.- ส.ค. 2542

สกัดสมุนไพร 6 ชนิดแก้อาการวัยทอง
July 22, 1999
องค์การเภสัชฯ วิจัยพบสมุนไพร 6 ชนิด แก้ปัญหาสตรีวัยทอง สามารถรักษาอาการร้อนวูบวาบ กระดูกพรุน เครียด วิตกกังวล ที่เกิดกับหญิงวัยนี้ได้คาดวางจำหน่ายได้ในเร็ว ๆ นี้น.พ.กฤษฎา มนูญวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมเปิดเผยว่า ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรมได้ค้นคว้าวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรเพื่อใช้กับสตรีวัยทองขึ้นจำนวน 6 ชนิด ได้แก่
    1.ยาเม็ด Angelisin ประกอบด้วยผงรากตังกุย ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Angelicasinensis เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์เลียนแบบเอสโตรเจน เพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงในคนโลหิตจาง ทำให้มดลูกบีบตัวเป็นปกติ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของตับ ขับสารพิษ
    2.ยาเม็ด Cimirat ประกอบด้วยสารสกัดของต้น Cimicufugaracemosa ซึ่งมี Triterpenegly-cosides เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ออกฤทธิ์เลียนแบบเอสโตรเจน ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน LH ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และต้านการอักเสบ
    3.แคปซูล Flavasoy ประกอบด้วยผงถั่วเหลืองสกัด ชื่อวิทยาศาสตร์ Glycinemax ใช้บรรเทาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคกระดูกพรุน
    4.แคปซูล Chofibrin ประกอบด้วยสารสกัดของกระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ Ahium Sativum ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเพิ่ม HDL และลด LDL ละลายลิ่มเลือด ป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของเลือด
    5.ยาเม็ด Mem-O-G ประกอบด้วยสารสกัดของใบแปะก๊วย ชื่อวิทยาศาสตร์ Ginkgobiloba สรรพคุณใช้บำรุงสมอง ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น
    6.ยาเม็ด Climago ประกอบด้วยผงใบขี้เหล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia Siamea ช่วยคลายความวิตกกังวล ระงับประสาท และช่วยให้นอนหลับ
    น.พ.กฤษฎากล่าวว่า ระยะเวลาที่สตรีต้องตกอยู่ในช่วงหมดประจำเดือน หรือที่เรียกว่าวัยทอง นั้นมีประมาณ 1 ใน 3 ของช่วงชีวิตทั้งหมด ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร หรือประมาณ 25-30 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจหรือเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Menopausal Syndrome หรือ Menopausal Symptoms รวมทั้งมีพยาธิสภาพ หรือโรคภัยที่ค่อนข้างร้ายแรงมาร่วมซ้ำเติม เช่น โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ (Oardiovasoular Disease) โรคระบบหลอดเลือดและระบบสมอง (Oere-brovasoular Disease) และโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) จนทำให้กระดูกหักได้ง่าย เป็นต้น
    สำหรับยาสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดนี้ จะสามารถรักษาอาการที่เกิดขึ้นกับสตรีวัยทองได้ ซึ่งมีอาการขาดหรือลดปริมาณเอสโตรเจน ซึ่งทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ กระดูกพรุน โลหิตจาง มดลูกบีบรัดตัวผิดปกติไขมันในเลือดสูง เครียด วิตกกังวล และนอนไม่หลับ โดยขณะนี้องค์การฯ อยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบเพื่อทำเป้นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และคาดว่าจะวางจำหน่ายได้ในระยะอันใกล้นี้
    "ถ้าสตรีวัยทองได้รับการดูแลรักษาตามหลักการแพทย์ที่ทันสมัย ก็จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคร้ายแรงดังกล่าวลงไปได้มาก และมีชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพต่อไป" น.พ.กฤษฎากล่าว


"คาวาซากิ" โรคใหม่ภัยคุกคามเด็ก
July 27, 1999
แพทพย์เตือนภัยร้ายแรงของโรค คาวาซากิ เป็นแล้วอาจถึงตาย ถ้าพบอาการน่าสงสัยไข้สูงเกิน 5 วัน ตาแดง ปากแดง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง รีบพบแพทย์โดยด่วน
    รศ.พญ.สยมพร ศิรินาวิน หัวหน้าหน่วยระบาดวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยอันตรายของโรคคาวาซากิ ว่าโรคนี้เกิดกับเด็กเป็นส่วนใหญ่ 80% มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ วัยที่พบมากในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ขวบ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง คิดเป็นอัตราส่วน 1.5:1
    อาการที่พบคือ มีไข้สูงเป็นเวลานานตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป โดยเฉลี่ยมีไข้นานถึง 12 ชม. ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่นตาแดงทั้งสองข้าง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงบวม ผิวหนังลอกบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และอาจพบอาการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังใต้เล็บ ริมฝีปากแห้งแดงแตก และเยื่อบุในช่องปากแดง มีผื่นเกิดขึ้นามลำตัว ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต อาการของโรคเกิดขึ้นเฉียบพลันทั้งสิ้น การวินิจฉัยโรคแพทย์สามารถทำได้ทันที แต่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง จากการตรวจเลือดผู้ป่วยจะไม่พบเชื้อโรคใด ๆ แต่พบว่าจำนวนเกล็ดเลือดเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 5 แสนถึง 3 ล้านต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
    สาเหตุของโรค ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าน่าจะเกิดการติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งอาจเป็นแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้ออื่น ๆ แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด เนื่องจากการแพร่ระบาดไม่มีหลักฐานบ่งชัดว่าระบาดได้โดยวิธีใด แต่ข้อเท็จจริงโรคนี้แพร่จากญี่ปุ่นมาถึงไทยแล้ว
    รศ.พญ.สยมพรกล่าวอีกว่า ในระยะแรกของโรควินิจฉัยยาก เพราะไม่มีอาการบอกชัดเจน ต้องวิเคราะห์แยกโรคที่มีส่วนคล้ายคลึงกันออกไป ส่วนโรคแทรกซ้อนที่สำคัญที่ทำให้เด็กเสียชีวิตคือ การแทรกซ้อนทางหัวใจทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจโป่งพอง และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจได้ในระยะยาว อาการแทรกซ้อนทางหัวใจพบประมาณ 20% คือหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีน้ำในช่องเยื่อบุหัวใจ เป็นต้น ส่วนวิธีการรักษาทางการแทพย์จะให้ยาแกมมากลูโบลิน (IGIV) ปริมาณสูงในสัปดาห์แรกของการเจ็บป่วย หากพ้นไปแล้วไม่เกิด
ประโยชน์
    ถ้าพบว่าลูกมีไข้สูงติดต่อกัน 5 วัน ควรไปพบแพทย์ และอย่าวางใจกับอาการต่าง ๆ ที่เกือบหายเป็นปกติ เพราะในญี่ปุ่นพบว่าเด็กที่อยู่ในระยะกำลังจะหายจากโรคหรือระยะรองเฉียบพลันเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน เมืองไทยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยไม่มากนัก แต่อย่าประมาท


ระบุทารกอาจะต่ำกว่า 6 เดือน ใช้ครีมกันแดดได้
August 04, 1999
ชิคาโก * สมาคมกุมารแพทย์สหรัฐแถลงว่า บรรดาพ่อแม่ที่วิตกว่าทารกน้อยจะได้รับอันตรายจากแสงแดด สามารถใช้ครีมกันแดดทาบริเวณผิวหนังของทารกที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือนได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับก่อนหน้านี้ ที่พ่อแม่มักจะได้รับคำเตือนเสมอว่าไม่ให้ใช้ครีมกันแดดกับเด็กอายุดังกล่าว อย่างไรก็ตามสมาคมกุมารแพทย์ยังคงแนะนำให้เหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง แต่หากจำเป็นควรสวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ทำจากเนื้อผ้าที่เบาบาง สวมหมวกปีกกว้าง และสวมแว่นกันแดดให้หนูน้อยด้วย กุมารแพทย์ระบุว่า แม้ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าการใช้ครีมกันแดดเป็นอันตรายต่อผิวหนังอันอ่อนบางของทารก แต่ก็ควรใช้ในปริมาณเล็กน้อย ทาบริเวณหน้าหรือหลังมือ บริเวณที่เสื้อผ้าไม่สามารถป้องกันได้

น.ส.พ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 04/08/2542


ไขความลับคุณสมบัติพิเศษขององุ่น
แอตแลตตา * นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐสามารถไขความลับคุณสมบัติพิเศษขององุ่นได้แล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีการทราบแต่เพียงว่าการดื่มไวน์วันละ 1-2 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่แพทย์เองยังไม่กล้าแนะนำให้ดื่มไวน์เป็นประจำเพื่อป้องกันโรคนี้ ผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า ในองุ่นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า "ฟลาโวนอยดส์" ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการอุดตันของคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพบว่าน้ำองุ่นมีฤทธิ์ต่อสู้กับคอเลสเตอรอลได้ดีเท่า ๆ กับไวน์แดง แต่ในผลองุ่นสดกลับไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว ทึ้งนี้นักวิทยาศาสตร์ต่างก็หวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถสกัดเอาสารพิษในองุ่นที่มีฤทธิ์ป้องกันการอุดตันของไขมันเส้นเลือดให้ได้ เพื่อนำมาผลิตเป็นยาเม็ดที่ให้คุณประโยชน์ในการป้องกันหลอดเลือดหัวใจได้เท่ากับการดื่มไวน์ 1 แก้ว

น.ส.พ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 05/08/2542    


กินยาแก้แพ้ไม่ขับ
ขณะนี้ในกรุงเทพฯ เรากำลังรณรงค์โครงการ "เมาไม่ขับ" กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการนี้ทำให้สถิติอุบัติเหตุทางรถยนต์ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะประชาชนให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี แต่คุณทราบไหมว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้ผู้ขับขี่ง่วงซึมเพียงอย่างเดียว การรับประทานยาบางชนิดก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือเหนื่อยล้าหรือง่วงซึมได้ ดังเช่น การรับประทานยาแก้แพ้
มียาหลายชนิดรวมทั้งยาแก้แพ้ที่ลดการประสานการทำงานระหว่างตากับมือ การตัดสินใจ และเวลาที่ใช้ในการตอบสนอง และในปัจจุบันโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ชาวกรุงเทพฯ เป็นกันมากที่สุด เนื่องจากสภาพของมลภาวะและสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยโรคนี้จะต้องดูแลสุขภาพของตนเป็นอย่างดี และจะต้องพักผ่อนหลังจากรับประทานยา แต่ถ้าหากผู้ป่วยจำเป็นต้องขับขี่รถยนต์ ก็ให้รับประทานยาแก้แพ้ชนิดไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึมโดยสามารถขอคำปรึกษาได้จากแพทย์หรือเภสัชกร


ภูมิแพ้ ตอน"แพ้อากาศ"

โรคแพ้อากาศหรือโรคจมูกอักเสบเป็นผลมาจากการเกิดอาการภูมิแพ้ โดยจะมีอาการจาม คันจมูก ตา หู และลำคอ คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาบ่อยๆ ตาแดง และมีน้ำตาไหล อาการเหล่านี้แม้จะไม่หนักหนาสาหัส แต่ก็สร้างความรบกวนสุขภาพจิตของผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ยังเป็นลูกโซ่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจอื่นๆ อีกด้วย เช่น โรคหืด ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ภาวะการมีน้ำในหูชั้นกลาง และริดสีดวงจมูก เป็นต้น

สาเหตุของโรคภูมิแพ้
* ถ่ายทอดกันมาทางพันธุกรรม
* เกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ของร่างกาย
* เกิดจากสาเหตุอื่นที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดภิแพ้ เช่น โรคติดเชื้อ สารระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกอย่างควันบุหรี่ ควันไฟ หรือกลิ่นฉุนต่างๆ
การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ภาวะจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน และโครงสร้างทางจมูกที่ผิดปกติ เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้
* ตัวไรฝุ่น (เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการมากที่สุด)
* เชื้อรา ขนสัตว์
* เกสรดอกไม้

กลไกการเกิดอาการภูมิแพ้
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ ในครั้งแรก ร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ซึ่งจะติดอยู่กับเซลล์พิเศษชื่อ Mast Cell ทุกครั้งที่ร่างกายได้สารภูมิแพ้ จะเกิดการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารชนิดต่างๆ ออกมาจาก Mast Cell เช่น ฮีสตามีน ทำให้เยื่อบุจมูกมีความไวเพิ่มมากขึ้นและเกิดอาการของโรค ซึ่งในการเกิดโรคภูมิแพ้นี้ยังไม่สามารถทราบเวลาแน่นอน แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลานานเป็นปี

การรักษาและการป้องกัน
หลักในการรักษาและป้องกันโรคภูมิแพ้มีดังนี้
* กำจัดหรือหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้แพ้
* หมั่นออกกำลังกายให้สุขภาพดีอยู่เสมอ
* รักษาด้วยยา เช่น ยาลดอกาการคันจมูก สเตอรอยด์ และยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน
* การฉีดวัคซีนรักษาในกรณีที่รักาาด้วยยาไม่ได้ผล

การเลือกยาแก้แพ้หรือยาต้านฮีสตามีน
ยาชนิดนี้นิยมใช้ในการรักษาภูมิแพ้ ออกฤทธิ์โดยแย่งฮีสตามีนจับอีสตามีนรีเซปเตอร์ เพื่อป้องกันฮีสตามีนรบกวนเยื่อบุช่องจมูก จึงช่วยป้องกันอาการต่างๆ เช่น การจาม คันจมูก และมีน้ำมูกไหล

ยาแก้แพ้จะมีทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ซึ่งมีข้อดี ข้อเสียต่างกันดังนี้
* ยาแก้แพ้กลุ่มใหม่มักออกฤทธิ์ได้นานกว่ายากลุ่มเก่า ไม่ทำให้ง่วงและเสริมฤทธิ์กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานวันละครั้งก็เพียงพอต่อการรักษาแล้ว
* ยากลุ่มเก่ามักมีฤทธิ์ Anticholinergic ทำให้น้ำมูกแห้งดี แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการคอแห้ง ปากแห้งมาก และต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคต้อหิน และต่อมลูกหมากโต เพราะฤทธิ์ Anticholinergic อาจทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น หรือถ่ายปัสสาวะไม่ออก
* ในการเลือกยาต้านฮีสตามีนจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิด เราต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับเสมอ
* ในการใช้ยาต้านฮีสตามีน อาจได้ผลเพียง 60% เท่านั้น เพราะฮีสตามีนไม่ใช่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการภูมิแพ้


วัยรุ่นไทยกลัวเอดส์ เปลี่ยนความคิดเรื่องเพศสัมพันธ์
จากการสำรวจทัศนคติทางเพศของวัยรุ่นในช่วงอายุ 16-21 ปี 14 ประเทศทั่วโลกตามโครงการ "ดูเร็กซ์ โกลบัล เซ็กส์ เซอร์เวย์ ผลปรากฏว่า วัยรุ่นไทยติดอันดับหนึ่งคือ 88 % ของผู้ตอบคำถามในเรื่องของการกลัวติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศอื่นๆ และเพศชายรู้สึกกังวลมากกว่าเพศหญิง ส่งผลให้วัยรุ่นไทยเปลี่ยนพฤติกรรมในการมีเพศสัมพันธ์ คือมีการเลือกคู่นอนมากขึ้น ลดจำนวนคู่นอนให้น้อยลง
อย่างไรก็ตามผลสำรวจจากการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ปรากฏว่ามีเพียง 23 % เท่านั้น ซึ่งผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นยังขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ รวมทั้งวิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
แหล่งข้อมูลทางเพศของวัยรุ่นได้แก่ กลุ่มเพื่อน คิดเป็น 41% โรงเรียน คิดเป็น 29 % ส่วนผู้ปกครองเป็นแหล่งข้อมูลทางเพศคิดเป็น 1 % เท่านั้น และวัยรุ่นไทยเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุโดยเฉลี่ย 13.5 ปี


"แอสตร้าเซนเนก้า" เตรียมส่งยาตัวแก้หอบหืดออกตัวสู่ตลาดในปลายปี 42

ไม่นานมานี้บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย จำกัด ผู้แทนจำหน่ายยาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ยาโรคหัวใจและหลอดเลือด ยาระบบทางเดินหายใจ และอื่นๆ ได้นำยาที่ใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืดตัวใหม่ภายใต้ชื่อสามัญว่า "ฟอร์โมเตอรอลเตอร์บูเฮเลอร์ (formoterolterbuhaler)" เข้ามาทำตลาด ซึ่งยาตัวนี้เป็นยานวัตกรรมตัวล่าสุดที่บริษัทคิดค้นและพัฒนา โดยเน้นถึงความสำคัญทั้งในด้านประสิทธิภาพการรักษาและความสะดวกของผู้ป่วย จนเป็นที่ยอมรับของตลาดยาโลก ดังเช่น กลุ่มประทศยุโรป
และในปลายปี 42 นี้ บริษัทก็มีแผนจะนำยารักษาโรคหอบหืดอีกตัวมาทำตลาด เพื่อเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย
ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคหอบหืดมากขึ้น เนื่องจากมลพิษและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมากขึ้น โดยมีผู้ป่วยโรคนี้แล้วประมาณ 3-5 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าตลาดของยากลุ่มนี้ประมาณ 665 ล้านบาท
กลุ่มลูกค้าหลักของแอสตร้าเซนเนก้าคือโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน คิดเป็น 85% ของยอดขาย นอกนั้นเป็นการจำหน่ายผ่านร้านขายยา


ดูเร็กซ์ขยายการลงทุนในไทย เพราะคนไทยใช้ถุงยางมากขึ้น
นายพรชาย พิริยบรรเจิด ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท ลอนดอน รอยัล คอมซูเมอร์ โปรดักท์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัย "ดูเร็กซ์" เปิดเผยว่า บริษัทลอนดอน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป/เอสเอสแอล บริษัทแม่จากอังกฤษมีแผนจะขยายโรงงานในประเทศไทยซึ่งเป็นโรงงานเดียวในเอเชียที่บริษัทแม่เข้ามาลงทุน 100 % โดยจะแบ่งขายตลาดในไทย 30% และส่งออก 70%
นายพรชัยกล่าวว่า คนไทยมีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นกลายเป็นลูกค้าหลักแทนลูกค้ากลุ่มวัยกลางคน จากการสำรวจและวิจัยความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศ ผลปรากฏว่าจุดที่มียอดจำหน่ายสูงคือ จุดขายที่มีทำเลใกล้สถานศึกษา ซึ่งมียอดขายสูงสุดในช่วงเปิดภาคเรียน


ผลิตภัณฑ์สุขภาพโฆษณาไม่ขอ อย. เอาแน่
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศว่า ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้แก่ อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์หรือทางโทรทัศน์จะต้องปรากฏเลขที่ใบอนุญาตโฆษณา ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภครู้ได้ว่าโฆษณาสินค้าชิ้นนั้นๆ ได้รับการอนุญาตจาก อย. แล้วหรือไม่
ส่วนการโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง แม้ว่าจะไม่สามารถตรวจสอบเลขที่ใบอนุญาตได้นั้น อย. ได้ทำหนังสือถึงสถานีวิทยุทุกแห่งให้ตรวจสอบหลักฐานใบอนุญาตก่อนที่จะโฆษณาเผยแพร่ทุกครั้ง
สำหรับการโฆษณาเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตโฆษณา แต่ต้องโฆษณาให้เป็นไปตามกฎหมายของแต่ละผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้เจ้าของสื่อแต่ละประเภทควรตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในสื่อของตนเองทุกชิ้นก่อนเผยแพร่ มิฉะนั้นอาจมีความผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ